บทคัดย่อ (Abstract) โครงงานที่ได้รับรางวัลที่ 1 ของทุกสาขาที่ส่งเข้าประกวด ประจำการแข่งขัน YSC 2014

รหัสโครงการ Y14TEVC045

ชื่อโครงงาน :
(ภาษาไทย) การผลิตและศึกษาสมบัติของเชื้อเพลิงอัดแท่งจากดินฟอกสีที่ผ่านการใช้งานแล้ว
(ภาษาอังกฤษ) Production and Physical Properties Characterization of Fuel Briquette made from Spent Bleaching Earth and Cassavas Rhizome
สาขาที่เข้าประกวด : วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
ทีมผู้พัฒนา : นางสาวปพิชญา รงค์เดชประทีป และนางสาวมาริสา เตชะสนธิชัย
อาจารย์ที่ปรึกษา : ดร.อุษา จีนเจนกิจ
สถาบันการศึกษา : โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
รางวัลที่ได้ครับ : รางวัลที่ 1 และตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันในเวที Intel ISEF 2014

บทคัดย่อ :
    งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาถึงการผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งจากดินฟอกสีที่ผ่านการใช้งานแล้วจากกระบวนการกลั่นน้ำมันปาล์ม แท่งเชื้อเพลิงที่ผลิตได้จะถูกนำมาทดสอบหาอัตราส่วนที่เหมาะสมระหว่างดินฟอกสีที่ผ่านการใช้งานแล้วและเหง้ามันสำปะหลังซึ่งเป็นของเหลือใช้จากอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง แท่งเชื้อเพลิงแข็งทรงกระบอกถูกผลิตขึ้นโดยอาศัยแรงอัดที่แตกต่างกัน ได้แก่ 100, 125 และ 150 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร โดยจะมีขนาดประมาณ 5.5x9.0 เซนติเมตร ด้วยปริมาณผสม 240 กรัม ที่อัตราส่วนดินฟอกสีที่ผ่านการใช้งานแล้วต่อเหง้ามันสำปะหลัง 100:0, 90:10, 80:20 และ 70:30 ผสมกับตัวเชื่อมประสานคือโมลาสหรือกากน้ำตาล จากผลการทดลองพบว่าค่าความร้อนทางสูงอยู่ที่ 2507.61 - 2749.41 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม โดยจะมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเหง้ามันสำปะหลังเพิ่มขึ้น ตรงข้ามกับปริมาณเถ้าที่ลดลงเมื่อปริมาณเหง้ามันสำปะหลังเพิ่มขึ้น ซึ่งมีปริมาณเถ้าอยู่ระหว่างร้อยละ 40.02 - 55.66 ของปริมาณมวลเริ่มต้น ค่าต้านทานแรงกดของแท่งเชื้อเพลิงมีค่าอยู่ระหว่าง 1.65 - 2.52 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ค่าความชื้นของแท่งเชื้อเพลิงมีค่าประมาณร้อยละ 7.21 - 8.30 โดยมวล อัตราการเผาไหม้เชื้อเพลิงอยู่ที่ 61.71 - 98.50 มิลลิกรัมต่อวินาที ปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 1377.16 - 1674.97 ppm โดยทั้งความดันที่ใช้ในการอัดแท่งเชื้อเพลิงและอัตราส่วนผสมไม่มีผลต่อความชื้นและอัตราการเผาไหม้ และความดันที่ใช้ในการอัดแท่งเชื้อเพลิงและอัตราส่วนผสมมีผลต่อค่าต้านทานแรงกด ในขณะเดียวกันความดันที่ใช้ในการอัดแท่งเชื้อเพลิงและอัตราส่วนผสมก็มีผลต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ จากการศึกษา พบว่าดินฟอกสีที่ผ่านการใช้งานแล้วและเหง้ามันสำปะหลังสามารถนำไปผลิตเนเชื้อเพลิงซึ่งเป็นพลังงานทดแทนได้จริง

   

---------------------------------------------------------------------------------------------------

รหัสโครงการ Y14TPLC007

ชื่อโครงการ :
(ภาษาไทย) ผลของสารสกัดจากพืชวงศ์ Lamiaceae ต่อการขับไล่ด้วงก้นกระดก Paederus fuscipes และการหาสารยับยั้งการเกิดแผลจากโรค Paederus dermatitis เพื่อประยุกต์ใช้พัฒนา ผลิตภัณฑ์ R-BCC
(ภาษาอังกฤษ) Repellent Effect of Lamiaceae Plant Extracts on Paederus fuscipes and Inhibition of Paederus dermatitis for Development of Repellent Product R-BCC
สาขาที่เข้าประกวด : วิทยาศาสตร์พืช
ทีมผู้พัฒนา : นายวจนะ จงรุจิภิญโญ นายบุณยกร อัศวนิเวศน์ และนายชิษะณุ ธรรมารัตน์
อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์ชนันท์ เกียรติสิริสาสน์ และอาจารย์วัชรพงษ์ หงส์จำรัสศิลป์
สถาบันการศึกษา : โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
รางวัลที่ได้ครับ : รางวัลที่ 1 และตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันในเวที Intel ISEF 2014

บทคัดย่อ :
    ด้วงก้นกระดก (Paederus fuscipes) ได้ชื่อว่าเป็น “แมลงน้ำกรด” เนื่องจากด้วงชนิดนี้จะมีสารพิษที่เรียกว่า Pederin อยู่ใน Hemolymph เป็นพิษที่มีความรุนแรงมากกว่าพิษของงูเห่าถึง 15 เท่า มีฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีน และ DNA ของเซลล์ ก่อให้เกิดโรคผิวหนังจากด้วงก้นกระดก (Paederus dermatitis) เกิดการอักเสบเป็นแผลแดงพุพองตามผิวหนังอย่างรุนแรง ทำให้ยากแก่การป้องกันรักษา และในการรักษามีแค่บรรเทาอาการจากแผลเท่านั้น แต่ไม่มีการยับยั้งการเกิดแผล จึงต้องศึกษาหาสารที่ใช้ยับยั้งการเกิดแผลจากโรค Paederus dermatitis เพื่อใช้ในการยับยั้งสาร Pederin โดยตรง จากความอันตรายของด้วงก้นกระดก และการรักษาที่ไม่ชัดเจน การวิจัยครั้งนี้จึงมีจุดประสงค์ที่จะศึกษา 1) ชีววิทยาในด้านของสัณฐานวิทยา นิเวศวิทยา และพฤติกรรมของด้วงก้นกระดก 2) ชนิดของพืชที่มีผลต่อการขับไล่ด้วงก้นกระดก 3) สารที่ใช้ยับยั้งการเกิดแผลจากโรค Paederus dermatitis การศึกษาครั้งนี้ ทำการทดลองกับด้วงก้นกระดกสปีชีส์ Paederus fuscipes จาก อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี โดยลงพื้นที่สำรวจ สัมภาษณ์และทำการทดลอง เริ่มจากการศึกษาชีววิทยา ในด้านสัณฐานวิทยา นิเวศวิทยา และพฤติกรรมของด้วงก้นกระดก จากนั้นนำข้อมูลพฤติกรรมของด้วงก้นกระดกมาวิเคราะห์ ทำการทดลองหาชนิดของพืชที่มีผลต่อการขับไล่ด้วงก้นกระดก แบ่งเป็น 5 ขั้นตอนคือ การศึกษาความสามารถของวงศ์พืช, การศึกษาความสามารถของพืชในวงศ์ Lamiaceae, การศึกษาความสามารถของชนิดของพืช, การเปรียบเทียบความเข้มข้นของสารสกัด และการเปรียบเทียบระยะเวลาการออกฤทธิ์ของสารสกัด ศึกษาจากความเร็วเฉลี่ยในการเคลื่อนที่ของด้วงก้นกระดก แล้วจึงนำข้อมูลไปวิเคราะห์ด้วยค่าสถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย (t-test) หาชนิดของสารในพืชที่มีผลต่อการขับไล่ด้วงก้นกระดกมากที่สุด และแนวโน้มของระยะเวลาการออกฤทธิ์ของสารสกัดที่ความเข้มข้นต่างกัน จากนั้นทำการทดลองหาสารที่ใช้ในการยับยั้งการเกิดแผลจากโรค Paederus dermatitis และนำข้อมูลจากการทดลองมาประยุกต์ใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ขับไล่ด้วงก้นกระดกและยับยั้งการเกิดแผล R-BCC (Rove Beetle Completely Cleared) ผลการทดลองที่ได้พบว่าการทดลองที่ 1 การตอบสนองของด้วงก้นกระดกแปรผันตรงกับแรงสั่นสะเทือนที่มากระทำกับด้วงก้นกระดก การทดลองที่ 2 สะระแหน่ในตัวทำละลาย Dichloromethane มีผลต่อการขับไล่ด้วงก้นกระดกมากที่สุดที่ค่าเฉลี่ยความเร็ว 1.91 เซนติเมตรต่อวินาที และความเข้มข้นที่มากขึ้นของสารสกัดจะมีผลต่อระยะเวลาการออกฤทธิ์ที่มากขึ้น ซึ่งสร้างสมการเส้นตรงได้คือ x-250y+250=0 สามารถใช้คาดการณ์หาระยะเวลาการออกฤทธิ์ของสารที่ความเข้มข้นต่างกันได้ การทดลองที่ 3 พบแบคทีเรีย P. aeruginosa ในด้วงก้นกระดก ซึ่งยังไม่เคยมีรายงานการเพาะเชื้อ Pseudomonas aeruginosa บนอาหาร LB broth ได้จากตัวด้วงก้นกระดก และพบว่าระยะเวลาการอักเสบบนผิวหนังบริเวณหูของหมูคลาดเคลื่อนออกไป แสดงว่าน้ำมันหอมระเหยเป็น chemical inhibitor สำหรับสาร Pederin ของ Pseudomonas aeruginosa ผลของ Essential oil ที่มีระยะเวลาแสดงผลยับยั้งฤทธิ์ของสาร Pederin ได้ดีที่สุดคือ Essential oil สกัดจากเปลือกมะนาว โดยจะยับยั้งการเกิดแผลเป็นระยะเวลา 8 ชั่วโมง 15 นาที และมีการดูดซึมที่เร็วกว่า Essential oil จากพืชชนิดอื่น ในสกุลเดียวกัน ผลการทดลองที่ 1 จากการศึกษานิเวศวิทยาแสดงให้เห็นว่าการระบาดของด้วงก้นกระดกจะเกิดในพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีทุ่งนาขนาดใหญ่ล้อมรอบ โดยมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมเคลื่อนที่เข้าหาแสงอย่างมีทิศทาง (Taxis) และผลเนื่องมาจากการใช้สารเคมีจำพวกยาฆ่าแมลงในการควบคุมศัตรูพืช ที่ส่งผลให้ด้วงก้นกระดกมีความต้านทานต่อยาฆ่าแมลงได้ดีขึ้น ผลการทดลองที่ 2 ทำให้เรานำมาประยุกต์ใช้สร้างผลิตภัณฑ์จากสะระแหน่ ซึ่งเป็นพืชที่หาได้ทั่วไป และเป็นพืชที่ชาวบ้านสามารถใช้ได้เองในครัวเรือน และข้อมูลจากผลการทดลองที่ 3 สามารถนำ Essential oil ที่สกัดจากเปลือกมะนาวมายับยั้งการเกิดแผลจากโรค Paederus dermatitis และพัฒนาต่อไปเพื่อให้สามารถใช้ได้จริงกับมนุษย์โดยที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย

   

---------------------------------------------------------------------------------------------------

รหัสโครงการ Y14TPLC044

ชื่อโครงการ :
(ภาษาไทย) การพัฒนาวิธีการตรวจ specific IgE ต่อสารก่อภูมิแพ้จากเกสรพืชในซีรัมของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้โดยใช้เทคนิค ELISA
(ภาษาอังกฤษ) Development of pollen allergens specific IgE detection in allergic patient by using ELISA technique
สาขาที่เข้าประกวด : วิทยาศาสตร์พืช
ทีมผู้พัฒนา : นางสาวขวัญศิริ ไกรรวีงามวิจิตร นางสาวชณา เชาวน์วาณิชย์กุล และนางสาวศศิพัชร์ วัฒนประการชัย
อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์นิธิกานต์ คิมอิ๋ง
สถาบันการศึกษา : โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

รางวัลที่ได้ครับ : รางวัลที่ 1 และตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันในเวที Intel ISEF 2014

บทคัดย่อ :
    การเกี่ยวกับการเปรียบเทียบ วิธีการตรวจ specific IgE ต่อสารก่อภูมิแพ้จากเกสรพืชในซีรัมของผู้ป่วยโรคภูมิจากการใช้ ELISA test และการใช้ skin prick test ซึ่งทดสอบโดยกระบวนการ dot blot ELISA โดยทาการหยดสารสกัดจากเกสรพืช 5 ชนิด ได้แก่ หญ้าแพรก (Bermuda grass) , ผักโขม (Careless weed) , หญ้าพง (Johnson grass) , หญ้าขน (Para grass) และ ธูปฤาษี (Typha) ลงบนแผ่น nitrocellulose membrane เพื่อทาปฏิกิริยากับซีรัมของ จากผล skin prick test หลังจากนั้นเติม Anti-human IgE/Biotin Streptavidin-alkaline ผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้เกสรหญ้า 30 คน และเป็นโรคภูมิแพ้เกสรหญ้า 8 คน phosphatase และ BCIP/NBT Phosphatease Subtrate ตามลาดับ ทาการสังเกตสีที่เปลี่ยนไปบนแผ่นเมมเบรน และนามาวิเคราะห์ผลเพื่อหาสารสกัดจากพืชที่เหมาะสมที่สุดกับการตรวจสอบการแพ้ด้วยเทคนิค dot blot ELISA จากการทดลองพบว่า การตรวจสอบภูมิแพ้เกสรพืชจากการใช้ ELISA test ด้วยเทคนิค dot blot ELISA โดยใช้สารก่อภูมิแพ้ที่สกัดจากเกสรของ Bermuda grass, Careless weed, Johnson grass, Para grass และ Typha มีร้อยละความสอดคล้อง กับการทดสอบด้วย skin prick test 96.66%, 83.33%, 73.33%, 70.00 และ 83.33% ตามลาดับ มีความไวของการทดสอบ 96.55%, 50.00%, 38.46%, 45.45% และ 62.50% ตามลาดับ และมีค่าความจาเพาะของการทดสอบ 100.00%, 88.46%, 100.00%, 84.21% และ 90.90% ตามลาดับ จึงสามารถสรุปได้ว่าชุดการตรวจสอบอาการแพ้เกสรพืชที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือชุดการตรวจสอบจากสารสกัดสารก่อภูมิแพ้จาก Bermuda grass ซึ่งให้ค่าร้อยละความสอดคล้องกับการทดสอบด้วย skin prick test และมีค่าความจาเพาะมากที่สุด

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------

รหัสโครงการ Y14TPAN004

ชื่อโครงงาน :
(ภาษาไทย) การใช้ระบบไมโครฟลูอิดิกส์เพื่อช่วยในการแตกตัวของเซลล์สาหร่าย
(ภาษาอังกฤษ) Application of Microfluidic System for Algae Cells Lysis
สาขาที่เข้าประกวด : ฟิสิกส์และดาราศาสตร์
ทีมผู้พัฒนา : นายญาณาธิป ทิพย์เมืองพรหม
อาจารย์ที่ปรึกษา : ดร.นิรุต ผุสดี
สถาบันการศึกษา : โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รางวัลที่ได้รับ : รางวัลที่ 2 และสิทธิ์เข้าร่วม I-SWEEEP

บทคัดย่อ :
    ในปัจจุบันการใช้พลังงานทดแทนเป็นสิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เนื่องจากการลดลงของปริมาณน้ำมันสำรองและการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ทำให้การผลิตพลังงานทดแทนจากสาหร่ายขนาดเล็กได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากเพาะเลี้ยงได้ง่ายและให้ผลผลิตสูง โครงงานนี้จึงได้ประยุกต์การใช้ระบบไมโครฟลูอิดิกส์เพื่อทำให้เซลล์เกิดการแตกตัวและแยกไขมันออกจากเซลล์สาหร่าย โดยการออกแบบท่อการไหลไมครอนที่สร้างจาก Polydimethylsiloxane (PDMS) ให้มีความแคบของท่อในช่วงหนึ่ง เพื่อให้เกิดสนามไฟฟ้าที่มีความเข้มสูงในบริเวณนั้น ซึ่งสนามไฟฟ้าที่มีความเข้มสูงมากพอจะทำให้เซลล์เกิดการ    แตกตัวได้ โดยท่อการไหลไมครอนถูกออกแบบโดยโปรแกรม Solidworks และแบบจำลองสนามไฟฟ้าสร้างขึ้นจากโปแกรม COMSOL multiphysics อย่างไรก็ตาม สาหร่ายที่ใช้ในการทดลองคือสาหร่าย Chlorella sp. เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็กที่มีผนังเซลล์ ทำให้สาหร่ายสามารถทนต่อสภาวะสนามไฟฟ้าที่มีความเข้มสูงได้ จึงต้องทำให้ผนังเซลล์ของสาหร่ายเกิดการเสียสภาพด้วยการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ที่เวลา 1 5 10 15 20 และ 25 นาที และใช้สารละลายโซเดียมคลอไรด์ความเข้มข้น 10 % w/w โดยเปรียบเทียบความแตกต่างของเซลล์ก่อนและหลังการผ่านสนามไฟฟ้าด้วยการนำตัวอย่างของเซลล์ไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่กำลังขยาย 400x แล้วทำการถ่ายภาพของเซลล์ที่สังเกตได้แทนการวัดปริมาณไขมันเนื่องจากข้อจำกัดด้านปริมาณของระบบไมโครฟลูอิดิกส์ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าแบบจำลองที่มีความเหมาะสมคือแบบจำลองที่มีท่อส่วนที่แคบยาว 250 ?m และกว้าง 100 ?m ให้สนามไฟฟ้าในช่วงแคบของท่อ 141.3 kV/m ซึ่งเป็นค่าที่พบการแตกตัวของเซลล์ที่ผ่านการทำให้ผนังเซลล์เกิดการเสียสภาพด้วยวิธีการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ที่เวลา 15 20 และ 25 นาที และใช้สารละลายโซเดียมคลอไรด์ 10% w/w แล้วนำไปผ่านสนามไฟฟ้าในระบบไมโครฟลูอิดิกส์ แต่ไม่พบการแตกตัวของเซลล์จากการทำให้ผนังเซลล์ของเซลล์สาหร่ายเกิดการเสียสภาพด้วยวิธีการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ที่เวลา 1 5 และ 10 นาที แล้วนำไปผ่านสนามไฟฟ้า และสามารถนำระบบไมโครฟลูอิดิกส์เข้ามาช่วยให้เซลล์เกิดการแตกตัวได้สำเร็จ

   

---------------------------------------------------------------------------------------------------

รหัสโครงการ : Y14TCSC001

ชื่อโครงงาน :
(ภาษาไทย) ระบบป้อนกลับซึ่งใช้ตัวควบคุมแบบโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับการควบคุมชีพจรในโปรแกรมนำออกกำลังกายด้วยแนิเมชั่น
(ภาษาอังกฤษ) A Feedback System with Neural NNetwork Controller for Heart-Rate-Controlled Animated Exercise Trainer
สาขาที่เข้าประกวด : วิทยาการคอมพิวเตอร์
ทีมผู้พัฒนา : นางสาวฐิตารีย์ ตันประเสริฐ และเด็กหญิงธีราพร ตันประเสริฐ
อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์จิตสุภัค ตันติเกษตรกิจ และผศ.ดร.ธิติพงศ์ ตันประเสริฐ
สถาบันการศึกษา : โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
รางวัลที่ได้รับ : รางวัลที่ 2 และสิทธิ์เข้าร่วม Intel ISEF 2014

บทคัดย่อ :
    ในการออกกำลังกาย ชีพจรสามารถเป็นตัวบ่งชี้ถึงระดับความเข้มข้นของการออกกำลังกายได้ ดังนั้น การตั้งเป้าหมายของการออกกำลังกายจึงสามารถทำในรูปแบบของการตั้งเป้าหมายชีพจรในระหว่างการออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม ชีพจรนั้นมีการเปลี่ยนแปลงแบบ Nonlinear ทำให้การควบคุมชีพจรโดยผู้ออกกำลังกายนั้นเป็นไปได้ยาก และหากชีพจรนั้นมากกว่าระดับที่ปลอดภัยก็อาจเป็นอันตรายได้ ผู้พัฒนาจึงได้ออกแบบและพัฒนาระบบ Feedback Control เพื่อช่วยในการควบคุมชีพจรระหว่างออกกำลังกาย โดยระบบ Feedback Control นั้น จำเป็นต้องคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของชีพจรที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า ผู้พัฒนาได้พัฒนา Neural Network Heart Rate Predictive Model ขึ้นมาเพื่อทำการคาดการณ์ชีพจร จากการทดลอง ผู้พัฒนาได้ทำพัฒนาแบบจำลองเพื่อคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของชีพจรที่จะเกิดขึ้น โดยมีคุณสมบัติคือ รับข้อมูลค่าความแตกต่างของชีพจรที่วินาทีติดกันย้อนหลังเป็นเวลา 7 วินาที และค่าความเข้มข้นของการออกกำลังกายในวินาทีนั้นๆ อีก 1 ค่า ข้อมูลดังกล่าวจะถูกป้อนเข้าสู่ระบบที่มี Hidden Neuron 8 ตัว ด้วยแบบจำลองนี้ ค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยในการคาดการณ์ชีพจรปัจจุบันนั้นมีค่าเท่ากับ 0.377 และค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยในการคาดการณ์ชีพจร 10 วินาทีถัดไปมีค่าเท่ากับ 2.788
ในส่วนของการปรับแก้ Weight ในแบบจำลองนั้น มี Learning Rate = 0.01 และให้ทำซ้ำ 100 รอบต่อข้อมูลชีพจร 1 ค่าที่นำเข้า ส่วนประกอบที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ผู้พัฒนาได้ออกแบบเพื่อช่วยในการสร้าง Adaptive Controller คือแบบจำลองความชันของกราฟการเปลี่ยนแปลงของชีพจรต่อความเข้มข้นของการออกกำลังกายหนึ่งๆ ซึ่งแบบจำลองนี้มีลักษณะเป็น self-organizing map ซึ่งทำการ Update ค่าความชันดังกล่าวด้วย Exponential average ที่มี Learning Rate = 0.5 Adaptive Controller จะใช้ชีพจรที่ได้จากการคาดการณ์
ล่วงหน้าเป็นเวลา 10 วินาทีและแบบจำลองความชันของการเปลี่ยนแปลงของชีพจรในการปรับแก้ท่าออกกำลังกายเพื่อให้ได้ระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมในการเพิ่มหรือลดชีพจรให้อยู่ในช่วงชีพจรที่ต้องการ โดยหลังจประมวลผลเสร็จแล้ว Controller จะส่งข้อมูลการออกกำลังกายไปให้โปรแกรมส่วนแสดงผลภาพแอนิเมชั่นด้วยการรับส่งข้อมูลแบบ Client-Server หลังจากพัฒนาระบบเรียบร้อยแล้ว ผู้พํฒนาจึงได้ทดลองประสิทธิภาพของระบบ โดยให้ผู้ทดลองทำการออกกำลังกาย 3 รูปแบบคือ High-Intensity Interval Training, Interval Training, และ Cardio Training และสังเกตการทำงานของโปรแกรม ผลปรากฏว่า จากการสังเกตการทำงานของโปรแกรมในสถานการณ์ต่างๆ พบว่า โปรแกรมทำการปรับการออกกำลังกายเพื่อคุมชีพจรให้อยู่ในช่วงชีพจรได้เป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ เมื่อเทียบประสิทธิภาพการทำงานกับข้อมูลชีพจรในกรณีที่ผู้ออกกำลังกายพยายามควบคุมชีพจรเองโดยไม่มีโปรแกรมนำออกกำลังกาย พบว่าโปรแกรมทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าทั้งในการออกกำลังกายแบบ Interval Training และ Cardio Training สรุปได้ว่า Neural Network Predictive Model ที่พัฒนาสามารถคาดการณ์ชีพจรได้อย่างแม่นยำ และระบบ Feedback Control ที่ใช้ข้อมูลการคาดการณ์ชีพจรจาก Neural Network Heart Rate Predictive Model ในการปรับแก้ท่าออกกำลังกายและระดับความเข้มข้นของการออกกำลังกาย สามารถควบคุมชีพจรของผู้ออกกำลังกายให้อยู่ในช่วงชีพจรเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ใช้สามารถออกกำลังกายได้ตามเป้าหมายที่ต้องการและมีความปลอดภัยในการออกกำลังกาย

   

---------------------------------------------------------------------------------------------------

รหัสโครงการ : Y14TENS014

ชื่อโครงการ :
(ภาษาไทย) การผลิตเส้นใยคอมโพสิตเพื่อกำจัดน้ำมันจากน้ำเสียในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม
(ภาษาอังกฤษ) Development of Carbon composite for oils remolval from waste water in oil palm industry
สาขาที่เข้าประกวด : วิศวกรรมศาสตร์
ทีมผู้พัฒนา : นางสาวขัติยาภรณ์ ทิพย์รองพล นางสาวญาณัจฉรา นวลปาน และนายจักรภพ  นพรัตน์
อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์จิรฐา ทองแก้ว
สถาบันการศึกษา : โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช
รางวัลที่ได้รับ : รางวัลที่ 2 และสิทธิ์เข้าร่วม Intel ISEF 2014

บทคัดย่อ :
    น้ำมันเป็นมลพิษทางน้ำเป็นปัญหาที่ควรได้รับการจัดการที่ดี งานวิจัยนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับการผลิตเส้นใยคอมโพสิตจากฟางข้าว ผักตบชวา โคนต้นจาก ชานอ้อย และคล้า ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาดูดซับน้ำมัน โดยผ่านกระบวนการเตรียมของผสมหนืด (Viscose Process) โดยนำฟางข้าว ผักตบชวา โคนต้นจาก ชานอ้อย และคล้าที่ผ่านการอบไล่ความชื้น และการบดมาทำปฏิกิริยากับโซเดียมไฮดรอกไซด์จากนั้นนำมากรองเอาแต่กากบ่มทิ้งไว้ แล้วทำปฏิกิริยากับคาร์บอนไดซัลไฟด์ จากนั้นทำปฏิกิริยาอีกครั้งกับสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์เจือจางเข้มข้นร้อยละ 4 โดยน้ำหนัก ได้เป็นของผสมหนืด นำของผสมหนืดที่ได้ ผสมกับเกลือโซเดียมซัลเฟตในสภาวะกรดเกิดเป็นฟองน้ำเส้นใยคอมโพสิต ในการวิจัยได้ศึกษาวัสดุที่เหมาะสมในการลิตเส้นใยคอมโพสิตโดยวัสดุที่เหมาสมที่สุดในการผลิตคือฟางข้าว โดยสามารถดูดซับน้ำมันได้ 349.78 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักแห้งและศึกษาประสิทธิภาพในการดูดซับจากการเตรียมของผสมหนืดในสภาวะที่ต่างกัน คือความเข้มข้นของโซเดียมไฮดรอกไซด์ตั้งแต่ 10-30 เปอร์เซ็นต์ (W/V) โดยความเข้มข้นของโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่ร้อยละ 10 สามารถดูดซับน้ำมันได้ร้อยละ 367.52  ของน้ำหนักแห้ง และความเข้มข้นของคาร์บอนไดซัลไฟด์ตั้งแต่ร้อยละ 25-50 โดยปริมาตร โดยความเข้มข้นคาร์บอนไดซัลไฟด์ที่ 30 เปอร์เซ็นต์สามารถดูดซับได้ร้อยละ 124 ของน้ำหนักแห้ง และศึกษาการขึ้นรูปฟองน้ำเส้นใยคอมโพสิตที่มีผลต่อการดูดซึมคืออัตราส่วนของผสมหนืดต่อเกลือโซเดียมซัลเฟตโดยอัตราส่วนที่ดูดซับที่ดีที่สุดคืออัตราส่วน 50:50 โดยสามารถดูดซับได้ร้อยละ 353.66 ของน้ำหนักแห้ง